วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ครั้งที่ 5




Diary No.5


Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood
 wednesday, 10 January , 2559 Time 08.30 - 12.30
 
ความรู้ที่ได้รับ
 
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities


เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability) เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย

สาเหตุของ LDความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)กรรมพันธุ์

1.            ด้านการอ่าน (Reading Disorder)หนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำอ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน

อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้

อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน

เดาคำเวลาอ่าน

อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง

อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน

ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้

ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน

เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

2.            ด้านการเขียน (Writing Disorder) เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้นเขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน

ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ

เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ

เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน

     เช่น ม-นภ-ถด-คพ-ผ, b-d, p-q, 6-9

เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้

เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด

3.            ด้านการคิดคำนวณ 

ตัวเลขผิดลำดับ

ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ

ไม่เข้าหลักเลขหน่วย สิบ ร้อยแก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

4.            หลายๆ ด้านร่วมกัน

7. ออทิสติก (Autistic)

หรือ ออทิซึ่ม (Autism) เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเองติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

ลักษณะของเด็กออทิสติก

อยู่ในโลกของตนเองไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน  ไม่ยอมพูด เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ

 

 

Adoption( การนำไปใช้)
ประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กพิเศษว่ามีเเนวทางการให้ความรู้อย่างไรในวิธีการสอนเด็ก

classroom atmosphere (บรรยากาศในห้องเรียน)

อากาศค่อนข้างเย็น เพื่อนคุยบ้างเล็กน้อย เพื่อนให้ความร่วมมือในการทำฟังคำบรรยาย

Self-Assessment (ประเมินตนเอง)
แต่งตัวเรียบร้อย มาไม่สาย

friend-Assessment (ประเมินเพื่อน)
มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และคอยช่วยหลือเรื่องอุปกรณ์กับนักศึกษา เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้อย่างดี

Teacher-Assessment (ประเมินครู)

เเต่งกายสุภาพสอนเข้าใจ

ครั้งที่ 4



Diary No. 4

 
 
Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood
 wednesday, 10 January , 2559 Time 08.30 - 12.30
 
ความรู้ที่ได้รับ

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders )

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดหมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียง
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน"  กวาด ฟาดเพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้มเสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"
 2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป

3. ความบกพร่องของเสียงพูด ความบกพร่องของระดับเสียงเสียงดังหรือค่อยเกินไปคุณภาพของเสียงไม่ดี

ความบกพร่องทางภาษา  หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย มีความยากลำบากในการใช้ภาษามีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยคไม่สามารถสร้างประโยคได้มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง อ่านไม่ออก (alexia) เขียนไม่ได้ (agraphia) สะกดคำไม่ได้ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิงจำคำหรือประโยคไม่ได้ไม่เข้าใจคำสั่ง
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้ หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีปัญหาทางระบบประสาท
โรคลมชัก (Epilepsy)เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน
1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปากเมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู
3.อาการชักแบบ Partial Complexมีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาทีเหม่อนิ่ง เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูดหลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial) เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
5.ลมบ้าหมู (Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ในกรณีเด็กมีอาการชัก
จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็งไม่จับยึดตัวเด็กขณะชักหาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาหารออกจาปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งจัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวมห้ามนำวัตถุใดๆใส่ในปาก
ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ
ซี.พี. (Cerebral Palsy)
การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน
1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว
2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง(athetoid , ataxia)
athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed) กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว
เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่  จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง เศษกระดูกผุกระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ
โปลิโอ (Poliomyelitis)มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญายืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
โรคระบบทางเดินหายใจ
โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus )  โรคหัวใจ (Cardiac Conditions)  โรคมะเร็ง (Cancer)  เลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)
แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency)
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว ท่าเดินคล้ายกรรไกร เดินขากะเผลก หรืออึดอาดเชื่องช้า
ไอเสียงแห้งบ่อย ๆ มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว หกล้มบ่อย ๆหิวและกระหายน้าอย่างเกินกว่าเหตุ



 

 
Adoption( การนำไปใช้)

ประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กพิเศษว่ามีเเนวทางการให้ความรู้อย่างไรในวิธีการสอนเด็ก

classroom atmosphere (บรรยากาศในห้องเรียน)

อากาศค่อนข้างเย็น เพื่อนคุยบ้างเล็กน้อย เพื่อนให้ความร่วมมือในการทำฟังคำบรรยาย

Self-Assessment (ประเมินตนเอง)
แต่งตัวเรียบร้อย มาไม่สาย

friend-Assessment (ประเมินเพื่อน)
มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และคอยช่วยหลือเรื่องอุปกรณ์กับนักศึกษา เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้อย่างดี

Teacher-Assessment (ประเมินครู)

เเต่งกายสุภาพสอนเข้าใจ

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ครั้งที่ 3



Diary No.3

Inclusive Education Experiences Management for Early Childhood
 wednesday, January27 , 2559 Time 08.30 - 12.30



Knowlead (ความรู้ที่ได้รับ)

 ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูงมีความเป็นเลิศทางสติปัญญา
เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า “เด็กปัญญาเลิศ
ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถามมีเหตุผลในการแก้ปัญหา  การใช้สามัญสำนึก
จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ

เด็กฉลาด
ตอบคำถามสนใจ เรื่องที่ครูสอน ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน ความจำดีเรียนรู้ง่ายและเร็ว เป็นผู้ฟังที่ดี พอใจในผลงานของตน
Gifted 
ตั้งคำถาม เรียนรู้สิ่งที่สนใจชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
อยากรู้อยากเห็น ชอบคาดคะเน เบื่อง่าย  
ชอบเล่า ติเตียนผลงานของตน 

 2.  กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
 เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
 เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
 เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้
 เด็กออทิสติก
 เด็กพิการซ้อน


เด็กปัญญาอ่อน
- ระดับสติปัญญาต่ำ
            - พัฒนาการล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย
            - มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
            - อาการแสดงก่อนอายุ 18
เด็กปัญญาอ่อน
แบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
  - ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ ได้เลย
  - ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่าย ๆ
กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
            - พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่าย ๆ ได้
            - สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้
            - เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)
4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70
เรียนในระดับประถมศึกษาได้สามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก ความคิด และอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้ทำงานช้ารุนแรง ไม่มีเหตุผล อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกันช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome
สาเหตุ
ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 ที่พบบ่อยคือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (Trisomy 21)
อาการ
ศีรษะเล็กและแบน  คอสั้น
หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
 (Children with Hearing Impaired )
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยินเป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจนมี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวกเด็กหู
หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB
             เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบา ๆ เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงจากที่ไกล ๆ
2. เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB
 - เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด
            - จะไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
            - มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน พูดเสียงเบา หรือเสียงผิดปกติ
3. เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB

             - เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูด
             - เมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน
             - มีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน
             - มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้ากว่าปกติ
             - พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด
 4. เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB
             - เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก
            - ได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ 1 ฟุต
            - การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง
            - เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง
            - เด็กมักพูดไม่ชัดและมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด
เด็กหูหนวก
             - เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
             - เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้
             - ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
             - ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dB ขึ้นไป
3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
 (Children with Visual Impairments)
- เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง
            - มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
            - สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
            - มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท
- เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
             - ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
             - มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
             - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
เด็กตาบอดไม่สนิท
            - เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
            - สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
            - เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
            - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น
เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต

Adoption( การนำไปใช้)
ประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กพิเศษว่ามีเเนวทางการให้ความรู้อย่างไรในวิธีการสอนเด็ก

classroom atmosphere (บรรยากาศในห้องเรียน)

อากาศค่อนข้างเย็น เพื่อนคุยบ้างเล็กน้อย เพื่อนให้ความร่วมมือในการทำฟังคำบรรยาย

Self-Assessment (ประเมินตนเอง)
แต่งตัวเรียบร้อย มาไม่สาย

friend-Assessment (ประเมินเพื่อน)
มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และคอยช่วยหลือเรื่องอุปกรณ์กับนักศึกษา เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้อย่างดี

Teacher-Assessment (ประเมินครู)

เเต่งกายสุภาพสอนเข้าใจ